jafra thailand เนี่ยสามารถรอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่นได้เช่นรอความช่วยเหลือจากนายจ้างเนี่ยนะครับหวังว่าเดี๋ยวปี
2
ปีนี้เขาจะขึ้นเงินเดือนให้แบบเป็นบ้าเป็นหลังเลยแล้วชีวิตเราก็จะพลิกไปในทางบวกเลยหวังความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวผม
ไปหวังเขาไม่ได้เพียงแต่ว่าคนในครอบครัวแต่ละคนเขาก็มีภาระทางการเงินที่เขาต้องดูแลตัวเองตอนเด็กเป็นพี่เป็นน้องกันก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันประมาณนึงแต่พ่อเติบโตทุกคนต่างก็มีครอบครัวครับเพราะฉันเงินเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เขาก็ต้องดูแลตัวเขาเราก็ต้องดูแลตัวเราไม่มีใครผิดถ้าจะเอาเขาจะไม่ช่วยเราแต่ครับแต่มันจะผิดมากกว่าเที่ยวรอให้เขาไปช่วยไปอย่างเดียวหรือบางคนอาจจะรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการซื้อในนี้เราจะไม่แตะมากนะคะเพราะว่าใกล้เลือกตั้งแล้วนะครับคือไปรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลซึ่งเอาเข้าจริงสิ่งที่มันเป็นความสับสนจากรัฐบาลผมก็พูดตรงไปตรงมาว่ามันจะไปมากมายจนทำให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้นมาก็คงจะไม่ได้เพราะว่ามันก็เป็นเงินภาษีที่ถ้าตัดแบ่งมาช่วยตัดแบ่งมาจุนเจือตัดจะแบ่งมาสักศูนย์เนี่ยมันก็ต้องแบ่งกับคนถามเยอะแยะเลยอ่ะผมว่ามันก็เป็นช่วยตอบคนได้ประมาณนึงเท่านั้นดังนั้นถ้าเราอยากจะมีชีวิตที่ดีแล้วไปนั่งรอเนี่ยผมก็รับประกันเลยว่าคุณจะไม่มีทางมีชีวิตที่ดีขึ้นถ้าคุณมีปัญหาทางด้านการเงินคุณก็จะแก้ไม่ผ่านสักทีตรงกันข้ามถ้าคุณเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้วเชื่อว่าไม่มีใครแก้ปัญหาเรื่องเงินให้กับเราได้นอกจากตัวเราเองฟังซ้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับไม่มีใครแก้ไขปัญหาเรื่องการเงินให้คุณได้นอกจากตัวคุณเองเพราะคำว่านอกจากตัวคุณเองพวกคุณรู้สึกอะไรกับคำนี้เราจะรู้สึกเลยว่าหมดแหละไม่ต้องรอแล้วเพราะเรารู้สึกว่าคนที่แก้ปัญหาได้มีคนเดียวคือเราเราจะจุดการหล่อเราจะหยุดความหวังที่จะมีคนยื่นมือมาช่วยแล้วมันจะเริ่มเปิดประตูสู่ความขวนขวายความพยายามใหม่ๆเพราะเรารู้แล้วว่าไม่มีใครพาเรารอดนอกจากตัวเราเองวิธีคิดนี้ผมตั้งไว้เป็นข้อหนึ่งเพราะมันสำคัญมากเพราะว่าถ้าเรายังรู้สึกว่าคนอื่นต้องช่วยฉันเขาเป็นเจ้านายจ้างฉันเขาเป็นพ่อแม่ฉันก็เป็นพี่น้องฉันเขาต้องช่วยฉันเขาเป็นรัฐบาลเขาต้องช่วยประชาชนถ้าคิดอยู่อย่างนี้ประตูแห่งความพยายามและความขนขาขนขวายก็จะไม่เปิดแล้วเราก็จะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้แต่ถ้าเป็นอันนี้ล่ะคิดข้อแรกตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่มีใครพาเราออกจากปัญหาได้นอกจากตัวเราเองคิดแบบนี้ปุ๊บเรื่องอื่นอื่นที่จะสอนต่อในข้อ
2 3 4 มันก็ไปต่อได้ทันทีนะครับข้อที่ 2 ครับจริงๆแล้วถ้าเอากันตรงๆนะผมว่าข้อมูลที่ทุกคนได้ยินได้ฟังกันนะครับก็คือข้อมูลที่บอกว่าประเทศไทยเราเลยนะรายได้ของคนทำงานเนี่ยมันไม่ค่อยขึ้นสักเท่าไหร่อันนี้เป็นเรื่องจริงผมเองนึกภาพออกของผมแล้วกันนะผมได้จบประมาณปี
2544 เรียนจบในยุคนั้นด้วยคะแนนที่แบบต่ำเตี้ยมากๆต่ำเตี้ยชนิดที่ว่าโอ้โหหางานยากครับขนาดเพื่อนๆพี่เขาหางานจริงๆก็หางานง่ายหน่อยแล้วหางานยากหน่อยผมสตาร์ทช่วงทำงานปี
2540 สตาร์ทเงินเดือน 14,000 เพื่อนๆที่เรียนเก่งแล้วก็เรียนดีเนี่ยสตาร์ทการตั้งแต่หมื่นแปดถึง
20,000 วิศวกรจบใหม่เราลองดูครับผ่านมา 20 กว่าปีผมไปนั่งสอนวิชาหนึ่งในในคณะวิศวะจุฬาผมไปสอนผมก็ถามว่าเอ็งจะจบใหม่รุ่นที่เท่าไหร่เพราะต่อประมาณว่า
20,000 คือมันแทบไม่ต่างเลยนะ 20 กว่าปีน่าจะหมื่นกว่าบาทอ่ะถ้าคนคนเรียนปานกลางหน่อยนะยุคนั้นของผมได้ประมาณหมื่นหกหมื่นหกแล้วเดี๋ยวนี้
start 20,000 20,000 ต่างกันประมาณ 4,000 มันคือกี่เปอร์เซ็นต์แต่ก๋วยเตี๋ยวผมจำได้ว่าสมัยก่อนผมทำงานที่แรกจะมีรถบริษัทมารับผมเนี่ยผมลงจากรถบริษัทก็ได้กินก๋วยเตี๋ยวที่มันอยู่ตรงทางลงตรงนั้นพอดีเนี่ยชามละ
20 บาทในเมื่อไม่กี่วันก่อนผมมีโอกาสได้แวะไปทานอีกครั้งหนึ่งตอนที่
45 ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปเร็วมากในครับในภาษาของทางเศรษฐศาสตร์เขาก็จะบอกว่าประเทศไทยเนี่ยเราติดกับดักรายได้ปานกลางติดกับดักรายได้ปานกลางรายได้ขึ้นช้าค่าใช้จ่ายค่าครองชีพขึ้นพรวดขึ้นพรวดเลยได้ขึ้นเลย
s7content2
วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562
วันพุธที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2561
มาดามเดียร์ ผู้จัดการทีมคนสวยของวงการฟุตบอลไทย
พึ่งจบไปหมาดๆสำหรับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ 2017 ณ
กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยการจัดการแข่งขันครั้งนี้เป็นครั้งที่ 29
มีนักกีฬาจาก 11 ประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน
โดยกีฬาที่แฟนกีฬาชาวไทยติดตามชมและเชียร์กันมากที่สุดนั้นก็คือฟุตบอลชาย
ซึ่งมีการจำกัดอายุไม่เกิน 23 ปี
และผลสุดท้ายทีมชาติไทยก็สามารถที่จะคว้าเอาเหรียญทองมาคว้าได้สำเร็จ
แต่สิ่งหนึ่งที่มีการพูดถึงกันอย่างมากเกี่ยวกับทีมฟุตบอลชุดนี้นั้นก็คือ
ผู้จัดการทีม ซึ่งได้ คุณเดียร์ หรือที่ชาวเน็ตเรียกกันจนคุ้นหูว่า มาดามเดียร์ giving forward
สิ่งที่ทำให้มีแฟนบอลจำนวนมากพูดถึง มาดามเดียร์
ก็เพราะว่าความสวยของเธอนั้นเอง
อีกทั้งความอ่อนโอนและมีอารมณ์ร่วมกับนักเตะอย่างเช่นเวลาที่ทีมแพ้ก็ร้องให้
หรือว่าทีมชนะก็แสดงอาการดีใจอย่างเต็มที่ ทำให้ได้ใจแฟนบอลไปเป็นจำนวนมาก มาดามเดียร์
ชื่อจริงคือ วทันยา วงษ์โอภาสี อายุ 31 ปี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ
บริษัท สปริงนิวส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท นิวส์
เน็ตเวิร์ค คอร์ปอร์เรชั่น จำกัด (มหาชน)
ซึ่งงานประจำของเธอก็เกี่ยวกับการบริหารอยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่จะสามารถดูแลทีมชาติไทยชุดนี้ได้เป็นอย่างดี
และตอนนี้เธอก็มีแฟนคลับเป็นแฟนบอลชาวไทยจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่ความคิดเห็นที่มีต่อ
มาดามเดียร์ นั้นจะไปในด้านบวก ซะเป็นส่วนใหญ่
ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องที่ดีของวงการฟุตบอลไทยเป็นอย่างมาก เพราะกะแสของมาดามเดียร์
นั้นก็จะทำให้คนที่ไม่ได้สนใจวงการฟุตบอลไทยมากนักก็จะหันมาสนใจมากขึ้น เนื่องจากชื่นชมและชื่นชอบในตัวของมาดามเดียร์
เราก็ได้แต่หวังว่า มาดามเดียร์ จะได้ทำงานในตำแหน่งของผู้จัดการทีมชาติไทยต่อไปอีกนานเพื่อเป็นสีสันให้กับวงการฟุตบอลบ้านเรา giving forward
ถึงจะเห็นสวยๆและมีแฟนคลับมากมายขนาดนี้แล้วนั้นแต่ว่า
ณ ปัจจุบัน มาดามเดียร์ ไม่ได้โสดแล้วนะครับ เธอได้จดทะเบียนสมรสแล้ว
แต่ถึงจะมีเจ้าของแล้วแต่แฟนบอลชาวไทยก็ยังติดตามและให้กำลังใจเธอต่อไปเรื่อยเพราะนอกจากความสวยความน่ารักที่เป็นรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว
ฝีมือการบริหารทีมชาติไทยของเธอก็ถือว่าสอบผ่านได้ไม่ยากเลยทีเดียว
ยุคนี้วงการฟุตบอลบ้านเราเริ่มเปิดกว้างมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือว่าผู้ชายหากว่ามีความสามารถก็สามารถเข้ามาทำงานในวงการฟุตบอลของเมืองไทยได้ทั้งหมด
โดยสิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินนั้นก็คือผลงานในสนามของทีมมากกว่าชื่อเสียงที่มีมาแต่เก่าก่อน
เพราะทุกคนคาดหวังว่าฟุตบอลไทยจะต้องก้าวไปสู่ระดับโลกให้จงได้ giving forward
วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
เมื่อหุ่นยนต์ทำงานแทนคนได้เกือบทุกอย่าง
ผมเคยเขียนบทความแสดงความคิดเห็นไว้เมื่อนานมาแล้วว่า
ยุคต่อไปจะเป็นยุคของหุ่นยนต์และสมองกลต่างๆ
เพราะว่าช่วงนั้นมีข่าวมากมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี
ที่จะสามารถมาเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การสร้างบ้านด้วยระบบ 3D Printing ที่เราแค่เพียงออกแบบบ้านในคอมพิวเตอร์แล้วก็กดสั่งให้เครื่อง
3D Printing นั้นสร้างออกมาเป็นบ้านได้เลย
ถึงแม้ว่าความเนียบนั้นจะยังสู้การใช้แรงงานคนยังไม่ได้
แต่ว่าคอนเซ็ปหรือว่าแนวคิดนั้นสามารถพัฒนาไปต่อได้อย่างมากมาย
และก็จะต้องแซงแรงงานที่เป็นคนจริงๆในอนาคตอันใกล้นี้อย่างแน่นอน giving forward
หรือว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถคิดได้แบบเดียวกับมนุษย์
อย่างเช่น มี Ai
หรือว่าปัญญาประดิษฐ์ตัวหนึ่งที่ถูกโปรแกรมมาให้
สามารถเขียนเรื่องสั้นได้แบบมนุษย์ และได้มีการทดสอบโดยการส่งผลงาน ที่เจ้า Ai
ตัวนี้ได้เขียนเข้าไปร่วมประกวดกับผลงานของนักเขียนที่เป็นคนจริงๆปรากฏว่า
ผลงานที่เกิดจากเจ้าสมองกลตัวนี้สามารถได้รับรางวัล
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่รางวัลชนะเลิศ แต่ก็ทำให้เราได้ฉุกคิดว่า
คอมพิวเตอร์สมองกลนั้นสามารถที่จะทำงานที่ซับซ้อนได้แบบเดียวกับมนุษย์
และต่อไปก็คงขยายเข้าไปในหลายสาขาอาชีพ
ที่เมื่อก่อนมนุษย์เราคิดว่าเป็นงานที่ซับซ้อนและมีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่จะสามารถทำมันได้
แต่เมื่อเจ้าคอมพิวเตอร์สมองกลมันสามารถที่จะ
เขียนบทความแข่งกับมนุษย์ได้แล้วละก็เรื่องอื่นๆที่ใกล้เคียงกันมันก็จะสามารถทำได้อย่างแน่นอน
อย่างเช่นการแต่เพลง การกำกับภาพยนตร์ หรืออื่นๆอีกมากมาย giving forward
และเมื่อไม่นานมานี้มีคลิปๆหนึ่งที่มีการส่งต่อกันผ่านทาง
โซเชียวเน็ตเวิร์ก นั้นก็คือบทสัมภาษของ เจ้าสัว ธนิน แห่งอาณาจักร ซีพี
โดยสาระสำคัญในคลิปดังกล่าวนั้นก็คือ ต่อไป โรงงานของซีพี
จะใช้ระบบอัตโนมัติซะเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่น โรงงงานที่เคยใช้คนระดับ 350 คน
ก็จะลดเหลือเพียง 60 คน
นอกนั้นระบบการทำงานต่างๆก็จะเป็นอัตโนมัติทั้งหมด
ซึ่งภาครัฐก็ให้การสนับสนุนในเรื่องนี้ เพราะมองว่าประเทศไทยนั้นกำลัง
ก้าวเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุ การที่ผู้ประกอบการนั้นหันมาใช้ระบบอัตโนมัตินั้นเป็นเรื่องที่ดี
เพราะว่าในอนาคตอันใกล้นั้นเราจะต้อง พบเจอกับปัญหาการขาดแคลนแรงงานอย่างแน่นอน
การเริ่มต้นสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหันมาใช้ระบบอัตโนมัติในเร็ววันนี้ก็จะเป็นการเริ่มต้นวางแผนเพื่ออนาคตที่ดีต่อไป
หลังจากนั้นไม่นานก็มีการแชร์คลิปของโรงงานผลิตข้าวกล่องของบริษัท
ซีพี ในประเทศจีน โดยในคลิปวิดีโอนั้นเป็นการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ 100% โดยที่ไม่มีแรงงานคนเข้าไปเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อย
นั้นก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า คำกล่าวของประธาน ซีพี นั้นไม่ได้ห่างไกลจากความเป็นจริงเลย
#S7Content
วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560
สิ่งที่เราเห็นในfacebookอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่เราคิด
ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้จักเฟสบุ๊คอาจจะใช้บริการด้วยตัวเองหรือว่าอาจจะเคยได้ยินจากคนรอบข้าง
ในแต่ละวันหากเราเปิดเฟสบุ๊คเข้าไปเราก็จะเห็นข้อมูลหรือเรื่องราวของคนอื่นๆมากมาย
ซึ่งก็มีแนวทางที่แตกต่างกันไปแล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล ถ้าให้จำแนกชนิดของโพสที่แสดงอยู่ในfacebookแล้วละก็อันดับหนึ่งที่เห็นได้มากที่สุดเลยนั้นก็คือ
การบ่นเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ รองลงมานั้นก็คือการอวด
ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนหรือว่ากินอะไรก็แล้วแต่ก็จะมีการโพสลงโซเชียว
ซึ่งผมก็เคยเกิดความรู้สึกว่าคนเรามันจะมีชีวิตดีๆได้อย่างนั้นทุกวันเลยเหรอ
แต่หลังจากที่ได้รู้จักหรือว่ามีข่าวที่คนอื่นเอามาเล่าให้ฟังก็จะรู้ว่าจริงแล้วชีวิตของเขาก็ธรรมดาเหมือนกันชีวิตของเรานี้แหละเพียงแต่ว่าเขานั้นเลือกที่จะนำเสนอเฉพาะด้านดีของชีวิต
ด้านที่มีปัญหาก็ไม่ได้นำมาเสนอให้คนอื่นๆได้รับรู้ด้วยซึ่ง
บางครั้งปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งนั้นก็มาจากการที่เขานั้นใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อที่จะต้องการสร้างภาพให้ตัวเองนั้นดูดีนั้นเอง
ซึ่งเมื่อการใช้จ่ายโดยที่รายรับและรายจ่ายไม่สมดุลกันแล้วนั้นมันก็มักที่จะเกิดปัญหาขึ้นตามมาในภายหลังได้ และผมก็เชื่อว่าคนที่มีลักษณะแบบนี้ก็ยังมีอีกมายมากที่ใช้ชีวิตเกินตัวเพื่อที่จะเอาภาพมาลงในโซเชียวเน็ตเวิร์ก
ซึ่งจากประสบการณ์ของผมแล้วละก็ผมจะเห็นว่าคนที่ชีวิตเขาดีจริงโดยที่ไม่ได้สร้างภาพนั้นเขามักที่จะไม่โอ้อวดตัวเองจนเกินไป
และสิ่งที่เขาแชร์ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเทคนิควิธีการในการทำงาน
หรือว่าข้อคิดดีๆในการทำงานก็แล้วแต่
แต่ก่อนผมก็เคยเป็น
ตอนเช้าๆหลังจากที่เปิดดูเฟสแล้วก็จะรู้สึกเครียดโดยที่ไม่มีสาเหตุเพราะว่าตัวเองนั้นก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเป็นการส่วนตัว
แต่ทำไหมถึงเครียดก็ไม่รู้ ผมใช้เวลาในการหาคำตอบอยู่นานพอสมควรจึงเข้าใจว่าจริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้ผมเครียดนั้นก็คือปัญหาของคนอื่นที่ผมไปรับรู้รับทราบมาจากการเข้าไปอ่านในเฟสบุ๊คนั้นเอง
ผมก็เลยใช้วิธีการแก้ปัญหาด้วยการเลือกเลิกติดตามคนที่ชอบโพสปัญหาหรือว่าชอบโพสเฉพาะเรื่องส่วนตัวของตัวเองเพียงอย่างเดียวเพราะว่าผมคิดว่าเฉพาะปัญหาของผมเพียงคนเดียวผมก็ก็ยังแก้ได้ไม่หมดเลยนี้ต้องไปรับรู้ปัญหาของคนอื่นถึงแม้ว่าจะไม่ต้องไปแก้ช่วยเขาแต่ยังไหงก็เกิดความเครียดอยู่ดี
และผมก็เลือกติดตามเฉพาะคนที่ผมคิดว่าผมจะนำความรู้หรือว่าเรื่องราวที่เขาโพสนั้นมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันของตัวเองได้เท่านั้นเอง
#S7content
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)