วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2562

ทางการเงินในครับแล้วยังปล่อยให้ชีวิต


jafra thailand เนี่ยสามารถรอคอยความช่วยเหลือจากคนอื่นได้เช่นรอความช่วยเหลือจากนายจ้างเนี่ยนะครับหวังว่าเดี๋ยวปี 2 ปีนี้เขาจะขึ้นเงินเดือนให้แบบเป็นบ้าเป็นหลังเลยแล้วชีวิตเราก็จะพลิกไปในทางบวกเลยหวังความช่วยเหลือจากคนในครอบครัวผม ไปหวังเขาไม่ได้เพียงแต่ว่าคนในครอบครัวแต่ละคนเขาก็มีภาระทางการเงินที่เขาต้องดูแลตัวเองตอนเด็กเป็นพี่เป็นน้องกันก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันประมาณนึงแต่พ่อเติบโตทุกคนต่างก็มีครอบครัวครับเพราะฉันเงินเป็นเรื่องส่วนบุคคลที่เขาก็ต้องดูแลตัวเขาเราก็ต้องดูแลตัวเราไม่มีใครผิดถ้าจะเอาเขาจะไม่ช่วยเราแต่ครับแต่มันจะผิดมากกว่าเที่ยวรอให้เขาไปช่วยไปอย่างเดียวหรือบางคนอาจจะรอคอยความช่วยเหลือจากรัฐบาลในการซื้อในนี้เราจะไม่แตะมากนะคะเพราะว่าใกล้เลือกตั้งแล้วนะครับคือไปรอความช่วยเหลือจากรัฐบาลซึ่งเอาเข้าจริงสิ่งที่มันเป็นความสับสนจากรัฐบาลผมก็พูดตรงไปตรงมาว่ามันจะไปมากมายจนทำให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้นมาก็คงจะไม่ได้เพราะว่ามันก็เป็นเงินภาษีที่ถ้าตัดแบ่งมาช่วยตัดแบ่งมาจุนเจือตัดจะแบ่งมาสักศูนย์เนี่ยมันก็ต้องแบ่งกับคนถามเยอะแยะเลยอ่ะผมว่ามันก็เป็นช่วยตอบคนได้ประมาณนึงเท่านั้นดังนั้นถ้าเราอยากจะมีชีวิตที่ดีแล้วไปนั่งรอเนี่ยผมก็รับประกันเลยว่าคุณจะไม่มีทางมีชีวิตที่ดีขึ้นถ้าคุณมีปัญหาทางด้านการเงินคุณก็จะแก้ไม่ผ่านสักทีตรงกันข้ามถ้าคุณเชื่อว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้วเชื่อว่าไม่มีใครแก้ปัญหาเรื่องเงินให้กับเราได้นอกจากตัวเราเองฟังซ้ำอีกครั้งหนึ่งนะครับไม่มีใครแก้ไขปัญหาเรื่องการเงินให้คุณได้นอกจากตัวคุณเองเพราะคำว่านอกจากตัวคุณเองพวกคุณรู้สึกอะไรกับคำนี้เราจะรู้สึกเลยว่าหมดแหละไม่ต้องรอแล้วเพราะเรารู้สึกว่าคนที่แก้ปัญหาได้มีคนเดียวคือเราเราจะจุดการหล่อเราจะหยุดความหวังที่จะมีคนยื่นมือมาช่วยแล้วมันจะเริ่มเปิดประตูสู่ความขวนขวายความพยายามใหม่ๆเพราะเรารู้แล้วว่าไม่มีใครพาเรารอดนอกจากตัวเราเองวิธีคิดนี้ผมตั้งไว้เป็นข้อหนึ่งเพราะมันสำคัญมากเพราะว่าถ้าเรายังรู้สึกว่าคนอื่นต้องช่วยฉันเขาเป็นเจ้านายจ้างฉันเขาเป็นพ่อแม่ฉันก็เป็นพี่น้องฉันเขาต้องช่วยฉันเขาเป็นรัฐบาลเขาต้องช่วยประชาชนถ้าคิดอยู่อย่างนี้ประตูแห่งความพยายามและความขนขาขนขวายก็จะไม่เปิดแล้วเราก็จะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้แต่ถ้าเป็นอันนี้ล่ะคิดข้อแรกตนเป็นที่พึ่งแห่งตนไม่มีใครพาเราออกจากปัญหาได้นอกจากตัวเราเองคิดแบบนี้ปุ๊บเรื่องอื่นอื่นที่จะสอนต่อในข้อ 2 3 4 มันก็ไปต่อได้ทันทีนะครับข้อที่ 2 ครับจริงๆแล้วถ้าเอากันตรงๆนะผมว่าข้อมูลที่ทุกคนได้ยินได้ฟังกันนะครับก็คือข้อมูลที่บอกว่าประเทศไทยเราเลยนะรายได้ของคนทำงานเนี่ยมันไม่ค่อยขึ้นสักเท่าไหร่อันนี้เป็นเรื่องจริงผมเองนึกภาพออกของผมแล้วกันนะผมได้จบประมาณปี 2544 เรียนจบในยุคนั้นด้วยคะแนนที่แบบต่ำเตี้ยมากๆต่ำเตี้ยชนิดที่ว่าโอ้โหหางานยากครับขนาดเพื่อนๆพี่เขาหางานจริงๆก็หางานง่ายหน่อยแล้วหางานยากหน่อยผมสตาร์ทช่วงทำงานปี 2540 สตาร์ทเงินเดือน 14,000 เพื่อนๆที่เรียนเก่งแล้วก็เรียนดีเนี่ยสตาร์ทการตั้งแต่หมื่นแปดถึง 20,000 วิศวกรจบใหม่เราลองดูครับผ่านมา 20 กว่าปีผมไปนั่งสอนวิชาหนึ่งในในคณะวิศวะจุฬาผมไปสอนผมก็ถามว่าเอ็งจะจบใหม่รุ่นที่เท่าไหร่เพราะต่อประมาณว่า 20,000 คือมันแทบไม่ต่างเลยนะ 20 กว่าปีน่าจะหมื่นกว่าบาทอ่ะถ้าคนคนเรียนปานกลางหน่อยนะยุคนั้นของผมได้ประมาณหมื่นหกหมื่นหกแล้วเดี๋ยวนี้ start 20,000 20,000 ต่างกันประมาณ 4,000 มันคือกี่เปอร์เซ็นต์แต่ก๋วยเตี๋ยวผมจำได้ว่าสมัยก่อนผมทำงานที่แรกจะมีรถบริษัทมารับผมเนี่ยผมลงจากรถบริษัทก็ได้กินก๋วยเตี๋ยวที่มันอยู่ตรงทางลงตรงนั้นพอดีเนี่ยชามละ 20 บาทในเมื่อไม่กี่วันก่อนผมมีโอกาสได้แวะไปทานอีกครั้งหนึ่งตอนที่ 45 ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นไปเร็วมากในครับในภาษาของทางเศรษฐศาสตร์เขาก็จะบอกว่าประเทศไทยเนี่ยเราติดกับดักรายได้ปานกลางติดกับดักรายได้ปานกลางรายได้ขึ้นช้าค่าใช้จ่ายค่าครองชีพขึ้นพรวดขึ้นพรวดเลยได้ขึ้นเลย